วางแผนผ่าคลอดอย่างไร ให้ปลอดภัย
หากคุณแม่มีความจำเป็นหรือวางแผนที่จะผ่าตัดคลอดบุตร ช่วงเวลาที่เหมาะสมและปลอดภัยที่สุดคือ อายุครรภ์ตั้งแต่ 39 สัปดาห์เต็มขึ้นไป เนื่องจากทารกในครรภ์จะมีพัฒนาการของอวัยวะต่างๆสมบูรณ์เต็มที่โดยเฉพาะ “ปอด” ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อนหลังคลอดได้อย่างมาก
เปรียบเทียบความพร้อมของทารกในแต่ละอายุครรภ์
อายุครรภ์ 37 สัปดาห์
ความพร้อมและการพัฒนาของทารก : ปอดและอวัยวะต่างๆยังพัฒนาไม่เต็มที่
โอกาสเกิดภาวะน้ำค้างในปอด (TTNB) : สูงสุด 30 %
ความเสี่ยงและภาวะแทรกซ้อนที่อาจพบ : ปัญหาการหายใจ ,ปัญหาการปรับอุณหภูมิร่างกาย ,ภาวะตัวเหลือง ,ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ
อายุครรภ์ 38 สัปดาห์
ความพร้อมและการพัฒนาของทารก : การทำงานของปอดและสมองดีขึ้นกว่าสัปดาห์ที่ 37
โอกาสเกิดภาวะน้ำค้างในปอด (TTNB) : 10%-20%
ความเสี่ยงและภาวะแทรกซ้อนที่อาจพบ : ปัญหาการหายใจ ,ปัญหาการปรับอุณหภูมิร่างกาย
อายุครรภ์ 39-40 สัปดาห์
ความพร้อมและการพัฒนาของทารก : อวัยวะทุกส่วนพัฒนาสมบูรณ์เต็มที่
โอกาสเกิดภาวะน้ำค้างในปอด (TTNB) : ต่ำที่สุด (7%-10%)
ความเสี่ยงและภาวะแทรกซ้อนที่อาจพบ : มีความปลอดภัยสูงที่สุด ,ลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนหลังคลอด
อายุครรภ์ 41-42 สัปดาห์
ความพร้อมและการพัฒนาของทารก : ทารกอยู่ในครรภ์นานเกินไป
โอกาสเกิดภาวะน้ำค้างในปอด (TTNB) : พบได้ต่ำ
ความเสี่ยงและภาวะแทรกซ้อนที่อาจพบ : ภาวะน้ำคร่ำน้อย ,ภาวะสำลักขี้เทา ,ปัญหาผิวแห้ง ลอกเป็นขุย
ข้อยกเว้นทางการแพทย์
การผ่าตัดคลอดที่อายุครรภ์ 37-38 สัปดาห์ จะทำต่อเมื่อมีความจำเป็นหรือมีบ่งชี้ทางการแพทย์เท่านั้น เช่น คุณแม่มีภาวะครรภ์เป็นพิษ เบาหวานขณะตั้งครรภ์ รกเกาะต่ำ หรือเป็นครรภ์แฝด เป็นต้น
ทำไมการผ่าคลอดก่อนกำหนด โดยไม่มีอาการเจ็บ ถึงเสี่ยง ?
ขณะที่คุณแม่เจ็บครรภ์คลอดตามธรรมชาติ การบีบตัวของมดลูกและช่องคลอดจะช่วยขับและดูดซึมน้ำคร่ำออกจากปอดของทารกไปแล้วส่วนหนึ่ง ดังนั้น การผ่าคลอดทางหน้าท้องโดยที่คุณแม่ยังไม่มีอาการเจ็บครรภ์นำมาก่อน โดยเฉพาะก่อนอายุครรภ์ 39 สัปดาห์ จึงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ทำให้ทารกเกิดภาวะน้ำค้างในปอด นอกจากนี้คุณแม่ที่มีประวัติ หอบหืด สูบบุหรี่ หรือเป็นเบาหวาน ก็เพิ่มความเสี่ยงได้เช่นกัน
ทำความรู้จัก “ภาวะน้ำค้างในปอด” (TTNB)
ภาวะหายใจเร็วจากการมีน้ำค้างในปอดของทารกแรกเกิด (Transient Tachypnea of the Newborn หรือ TTNB) คือภาวะที่ปอดของทารกดูดซึมของเหลวหรือน่ำคร่ำออกไปช้ากว่าปกติทำให้มีน้ำค้างอยู่ในปอดและขัดขวางการแลกเปลี่ยนออกซิเจน
อาการที่สังเกตเห็น : ทารกจะหายใจเร็วผิดปกติ (มากกว่า 60 ครั้งต่อนาที) และหายใจเหนื่อยแรง มักจะแสดงอาการภายใน 2-6 ชั่วโมงแรกหลังคลอด
การดำเนินโรค : โดยทั่วไปอาการจะค่อยๆดีขึ้นและหายเป็นปกติได้เองภายใน 1-3 วัน แต่ในรายที่อาการรุนแรงอาจจำเป็นต้องใส่ท่อช่วยหายใจ
แนวทางการป้องกันและการดูแลรักษา
- หลีกเลี่ยงการผ่าคลอดก่อนเวลา : หากไม่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ไม่แนะนำให้ผ่าตัดคลอดแบบวางแผนล่วงหน้าก่อนอายุครรภ์ 39 สัปดาห์
- ฝากครรภ์อย่างสม่ำเสมอ : เพื่อให้แพทย์ช่วยควมคุบโรคประจำตัวของคุณแม่ เช่น เบาหวาน หรือความดันโลหิตสูง ให้อยู่ในเกณฑ์ที่ปลอดภัย
- การดูแลรักษาหลังคลอด : ทีมแพทย์จะเฝ้าระวังอาการทารกอย่างใกล้ชิด หากทารกมีภาวะนี้ อาจมีการให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำแทนการดูดนมชั่วคราว หรือใช้เครื่องช่วยหายใจเพื่อกระตุ้นให้ปอดดูดซึมของเหลวได้เร็วขึ้น ซึ่งทารกส่วนใหญ่จะฟื้นตัวได้เต็มที่โดยไม่มีผลข้างเคียงระยะยาว
สนับสนุนข้อมูลโดย: นพ. กิตติ วงษ์กิติโสภณ เเพทย์เฉพาะทางด้าน : สูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา (Obstertrics and Gynaecology),เวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์ (Maternal Fetal Medicine)
ศูนย์การแพทย์ : ศูนย์สตรี โรงพยาบาลบางปะกอก 9 อินเตอร์เนชั่นแนล
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทร. 1745 ต่อ ศูนย์สตรี