Bangpakok Hospital
  • A
  • A
  • A
BPK Hotline

เนื้องอกในมดลูก โรคใกล้ตัวของผู้หญิง

25 พ.ย. 2568


          เนื้องอกในมดลูก (Uterine Fibroids หรือ Leiomyoma) เป็นภาวะที่พบได้บ่อยในผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ โดยเฉพาะช่วงอายุ 30–50 ปี แม้จะได้ยินคำว่า “เนื้องอก” แล้วฟังดูน่ากลัว แต่จริง ๆ แล้ว เนื้องอกในมดลูกส่วนใหญ่เป็นเนื้องอกชนิดไม่ร้ายแรง (ไม่ใช่มะเร็ง) อย่างไรก็ตาม หากก้อนโตขึ้นมากหรืออยู่ในตำแหน่งที่ผิดปกติ ก็อาจส่งผลต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตได้เช่นกัน

เนื้องอกในมดลูกคืออะไร ?

          เนื้องอกในมดลูกคือ การเจริญเติบโตผิดปกติของกล้ามเนื้อมดลูก เกิดจากการที่เซลล์กล้ามเนื้อมดลูกแบ่งตัวเพิ่มขึ้นจนกลายเป็นก้อน ซึ่งอาจมีขนาดตั้งแต่เล็กเท่าเม็ดถั่ว ไปจนถึงใหญ่เท่าลูกส้มโอ บางคนอาจมีเพียงก้อนเดียว แต่บางคนอาจมีหลายก้อนในเวลาเดียวกัน

ตำแหน่งของเนื้องอกมีหลายแบบ ได้แก่

  1. อยู่ในผนังมดลูก (Intramural fibroid) – พบได้บ่อยที่สุด
  2. ยื่นเข้าโพรงมดลูก (Submucosal fibroid) – ทำให้ประจำเดือนมามาก
  3. ยื่นออกนอกผนังมดลูก (Subserosal fibroid) – อาจกดเบียดอวัยวะข้างเคียง เช่น กระเพาะปัสสาวะ

สังเกตอาการอย่างไร อาจเสี่ยงเป็นเนื้องอกในมดลูก

          ผู้หญิงบางคนที่มีเนื้องอกในมดลูกอาจไม่มีอาการเลย แต่บางรายอาจมีอาการรบกวนในชีวิตประจำวัน เช่น

  1. ประจำเดือนมามาก หรือมานานผิดปกติ
  2. ปวดท้องน้อยหรือปวดหน่วงในอุ้งเชิงกราน
  3. ปวดหลังส่วนล่างหรือรู้สึกแน่นท้อง
  4. ปัสสาวะบ่อย หรือรู้สึกปวดปัสสาวะตลอดเวลา
  5. มีอาการท้องผูก (หากก้อนกดลำไส้)
  6. มีภาวะมีบุตรยาก หรือตั้งครรภ์ยาก
  7. ท้องโตผิดปกติ คล้ายตั้งครรภ์

          หากมีอาการเหล่านี้ ควรรีบพบแพทย์เฉพาะทางด้านสูตินารีเวชทันที เพื่อตรวจหาสาเหตุ ไม่ควรซื้อยามาทานเอง

สาเหตุของการเกิดเนื้องอกในมดลูก

          ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่เชื่อว่ามีหลายปัจจัยร่วมกัน เช่น

  1. ฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) และโปรเจสเตอโรน (Progesterone) ฮอร์โมนเพศหญิงทั้งสองชนิดมีส่วนกระตุ้นให้เซลล์กล้ามเนื้อมดลูกเจริญเติบโตมากกว่าปกติ ก้อนเนื้องอกจึงมักโตขึ้นในช่วงที่ยังมีประจำเดือน และมักยุบเล็กลงหลังหมดประจำเดือน
  2. พันธุกรรม (Genetic factors) หากคนในครอบครัว เช่น แม่หรือพี่สาว เคยมีเนื้องอกในมดลูก ก็มีโอกาสเป็นได้มากขึ้น
  3. ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมและการใช้ชีวิต เช่น มีน้ำหนักเกิน มีภาวะอ้วน การรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง หรือมีประวัติใช้ฮอร์โมนเอสโตรเจนเสริม

 

การตรวจวินิจฉัยทำได้อย่างไร ?

          สามารถตรวจวินิจฉัยโดยการตรวจอัลตราซาวนด์ซึ่งสามารถเห็นรายละเอียดได้ชัดเจนนอกจากนี้สามารถตรวจโดยการส่องกล้องตรวจในมดลูกหรือช่องท้อง


แนวทางการรักษา

          แนวทางรักษาขึ้นอยู่กับ ขนาด ตำแหน่ง อาการ และความต้องการมีบุตรของผู้ป่วย

  1. สำหรับผู้ที่มีเนื้องอกมดลูกขนาดเล็ก หรือมีอาการไม่มาก แพทย์จะติดตามเป็นระยะๆ ด้วยการตรวจร่างกายและอัลตราซาวด์ เพื่อดูการเปลี่ยนแปลงของก้อนเนื้อ

หากมีอาการ เช่น ปวดท้องน้อยหรือเลือดประจำเดือนมากผิดปกติ แพทย์อาจให้ยาเพื่อบรรเทาอาการและควบคุมการเจริญเติบโตของเนื้องอก เช่น ยาแก้ปวด เพื่อลดอาการปวด ยาคุมกำเนิดหรือฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน เพื่อควบคุมรอบเดือนและเลือดที่ออก ยากลุ่มฮอร์โมน GnRH ในบางกรณีเพื่อช่วยให้ก้อนหดเล็กลง (ก่อนการผ่าตัด)

  1. การผ่าตัดเนื้องอกมดลูก การผ่าตัดมักพิจารณาในผู้ที่ เนื้องอกขนาดใหญ่ หรือมี อาการรุนแรงที่ไม่ตอบสนองต่อยา โดยวิธีผ่าตัดมีทั้ง

     - การผ่าตัดส่องกล้อง (Laparoscopy)

     - การผ่าตัดเปิดหน้าท้อง (Laparotomy)

          การเลือกวิธีผ่าตัดขึ้นอยู่กับ ขนาด ตำแหน่งของก้อน และความเหมาะสมของผู้ป่วยแต่ละคน

ประเภทของการผ่าตัด

  1. ผ่าตัดเอาเฉพาะเนื้องอก (Myomectomy) เหมาะสำหรับผู้ที่ ยังต้องการมีบุตร เป็นการตัดเฉพาะก้อนเนื้องอกออก แต่เก็บมดลูกไว้
  2. ผ่าตัดมดลูก (Hysterectomy) เหมาะสำหรับผู้ที่ ไม่ต้องการมีบุตรอีก หรือมีบุตรเพียงพอแล้วไม่ได้มีการวางแผนที่จะมีบุตรเพิ่ม

          เนื้องอกในมดลูกเป็นโรคใกล้ตัวผู้หญิงที่พบได้บ่อย ถึงแม้จะไม่ใช่มะเร็ง แต่ก็ไม่ควรมองข้าม เพราะสามารถทำให้เกิดปัญหาสุขภาพต่างๆตามมาได้ เช่น ประจำเดือนมามากผิดปกติ ปวดท้อง หรือมีปัญหาการมีบุตร การตรวจสุขภาพสม่ำเสมอและสังเกตอาการผิดปกติเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นอย่างมาก การดูแลอย่างถูกวิธีและเข้ารับคำปรึกษาจากแพทย์เฉพาะทางตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยให้จัดการเนื้องอกได้อย่างเหมาะสม และลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนในอนาคตได้

 

สนับสนุนข้อมูลโดย : นพ. วิศรุฒณ์ เชิดชูไทย แพทย์เฉพาะทางด้านสูติศาสตร์นรีเวชวิทยา การผ่าตัดผ่านกล้องทางนรีเวช
ศูนย์การแพทย์ :  ศูนย์สตรี ชั้น 8 โรงพยาบาลบางปะกอก 9 อินเตอร์เนชั่นแนล

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 1745 ต่อ ศูนย์สตรี

Go to top
Copyright © 2019 Bangpakok Hospital All rights reserved.