โรคมะเร็ง ภัยสุขภาพที่ไม่ควรมองข้าม
ปัจจุบันประชาคมโลกได้ให้ความสำคัญกับโรคมะเร็งมากขึ้น ในแต่ละปีโรคมะเร็งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ในประเทศไทย และมีแนวโน้มของโรคมะเร็งสูงขึ้นเรื่อย ๆ
“โรคมะเร็ง” เกิดจากความผิดปกติของเซลล์ในอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ในครั้งแรกถ้าเซลล์มีการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย ร่างกายสามารถตรวจจับได้ เม็ดเลือดขาวก็จะทำหน้าที่เป็นหน่วยคุ้มกัน เข้าไปกำจัดเซลล์มะเร็งเหล่านั้นออกจากร่างกาย แต่สำหรับบางคนเซลล์มีความผิดปกติมากจนควบคุมไม่ได้และเม็ดเลือดขาวไม่สามารถจะต่อสู้หรือกำจัดออกไปจากร่างกายได้ เซลล์จะแบ่งเซลล์อย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นก้อนเนื้อร้ายหรือมะเร็ง
โดยสามอันดับมะเร็งที่พบบ่อยที่สุดของประเทศไทยในเพศชาย ได้แก่ มะเร็งตับและทางเดินน้ำดี มะเร็งปอด และมะเร็งลำไส้ใหญ่ตามลำดับ ส่วนในเพศหญิง ได้แก่ มะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูกและมะเร็งตับและทางเดินน้ำดี
ปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดมะเร็ง
ในปัจจุบันปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งยังไม่สามารถระบุสาเหตุที่แน่ชัดของการเกิดโรคมะเร็งได้ว่ามาจากสาเหตุใดสาเหตุหนึ่งเพียงสาเหตุเดียวหรือมาจากหลากหลายสาเหตุ การตระหนัก ตื่นตัวและหลีกเลี่ยงต่อปัจจัยที่อาจก่อให้เกิดโรคมะเร็ง สามารถช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคได้ สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงที่อาจก่อให้เกิดโรคมะเร็งสามารถเกิดจากปัจจัยหลายประการ ทั้งจากปัจจัยภายนอกร่างกายและภายในร่างกาย ดังรายละเอียดดังนี้
1. ปัจจัยภายในร่างกาย : เป็นปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ แต่สามารถดูแลสุขภาพเพื่อลดความเสี่ยงได้ ดังนี้
- อายุ การสะสมความเสี่ยงสำหรับมะเร็งบางชนิดจะเพิ่มขึ้นตามอายุ และทำให้กลไกการซ่อมแซมเซลล์จะมีประสิทธิภาพน้อยลง
- พันธุกรรมภายในครอบครัว มะเร็งสามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ แต่ความเป็นจริงมีอยู่ไม่ถึง 10% ที่ที่สามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ โดยจะพบได้ในมะเร็งบางชนิด เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งของรังไข่ มะเร็งของมดลูก ซึ่งเป็นส่วนใหญ่เป็นในผู้หญิง ส่วนในผู้ชายจะเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก หรือว่าจะเป็นมะเร็งของลําไส้ใหญ่ ซึ่งเจอได้ทั้งผู้ชาย ผู้หญิง มะเร็งกลุ่มนี้เป็นมะเร็งที่มีโอกาสถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้เยอะกว่ามะเร็งชนิดอื่น
2. ปัจจัยภายนอกร่างกาย : เป็นปัจจัยที่เราสามารถหลีกเลี่ยงหรือลดความเสี่ยงได้ ดังนี้
- สารก่อมะเร็งในอาหาร เช่น อาหารปิ้ง ย่าง หรือทอดที่ไหม้เกรียม สารอะฟลาทอกซิน (Aflatoxin) ซึ่งเป็นสารพิษที่เกิดจากเชื้อรา สารไฮโดรคาร์บอน (Hydrocarbon) เช่น สารไนโตรซามีน (Nitrosamines) ที่มีอยู่ในอาหารหมักดอง
- การรับประทานอาหารไขมันสูง อาจเป็นสาเหตุให้เกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งโพรงมดลูก มะเร็งหลอดอาหาร
- บุหรี่ และการสูดดมควัน เป็นปัจจัยหลักที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งและอาจทำให้เกิดปัญหาสุขภาพที่ร้ายแรงตามมา ผู้ที่สูบบุหรี่หรือสูดดมควันบุหรี่มือสองเป็นประจำมีแนวโน้มสูงที่จะตรวจพบมะเร็ง เช่น มะเร็งปอด มะเร็งช่องปากและลำคอ มะเร็งกล่องเสียง มะเร็งหลอดอาหาร หรือมะเร็งปากมดลูก
- แอลกอฮอล์ การดื่มแอลกอฮอล์เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งตับ มะเร็งในกระเพาะอาหาร มะเร็งลำไส้
- สารเคมี เช่น เบนซิน (Benzene) แร่ใยหิน (Asbestos) แคดเมียม (Cadmium) นิกเกิล (Nickle) พอลิไวนิลคลอไรด์ (Polyvinyl chloride) ยาฆ่าแมลง (Pesticides)
- การติดเชื้อไวรัส หรือเชื้อแบคทีเรียบางชนิด เช่น ไวรัสเอชไอวี (HIV) ไวรัสแอชพีวี (HPV virus) ไวรัสตับอักเสบบีและซี (Hepatitis B & C virus)
- การได้รับรังสี เช่น รังสีอัลตราไวโอเลต (UV) ในแสงแดดอาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งผิวหนังได้
การป้องกันโรคมะเร็ง (Lifestyle Medicine : LM)
Lifestyle medicine เป็นการบูรณาการแนวทางเวชศาสตร์ปฏิบัติด้านวิถีชีวิตเข้ากับหลักการของการแพทย์ ซึ่งมีจุดมุ่งหมายที่เน้นให้แต่ละบุคคลตั้งใจปฏิบัติเพื่อลดปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรค และสามารถจัดการป้องกันและควบคุมโรคไม่ติดต่อแบบเรื้อรัง (NCDs) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้สุขภาวะของแต่ละคนอยู่อย่างยาวนาน (Healthy aging) และในกรณีที่เป็นโรคอยู่แล้วก็สามารถใช้เป็นแนวทางเสริมในการบำบัดรักษาได้ ซึ่งประกอบไปด้วย 6 วิธี ดังนี้
- โภชนาการ การรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพเป็นการเน้นการรับประทานอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ
- การออกกำลังกาย และการมีกิจกรรมทางกาย การออกกำลังกายเป็นประจำหรือสม่ำเสมอ เป็นการส่งเสริมให้บุคคลที่มีส่วนร่วมในกิจกรรมการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และปรับให้เหมาะสมกับความสามารถและความชอบของแต่ละคน
- การจัดการความเครียด เป็นการสอนเทคนิคการลดความเครียดและส่งเสริมกลไกการเผชิญปัญหาที่ดี เพื่อจัดการกับความเครียดอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะการมีความเครียดเรื้อรังส่งผลต่อการหลั่งฮอร์โมนซึ่งส่งผลต่อการมีอัตราการเต้นของหัวใจที่เต้นเร็วหรือผิดปกติ และทำให้ระดับความดันโลหิตสูงขึ้น ที่อาจจะมีผลต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดตีบตัน และส่งผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงขึ้น ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวานด้วย
- การนอนหลับที่มีคุณภาพ การนอนหลับที่มีคุณภาพก่อให้เกิดการมีสุขภาวะ การนอนหลับที่ไม่ดีส่งผลต่อการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรังและทำให้ความรุนแรงของโรคไม่ติดต่อเพิ่มขึ้น ระยะเวลาการนอนหลับที่พอเพียงในประชากรส่วนมากจะอยู่ในช่วงประมาณ 7- 9 ชั่วโมง เวชศาสตร์วิถีชีวิตมีบทบาทในการประเมินสภาวะสุขภาพในด้านการนอน ด้วยการแนะนำการจัดการสิ่งแวดล้อมและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เพื่อให้เกิดการนอนหลับสนิทที่ดี
- การงด (ลด ละ เลิก) พฤติกรรมเสี่ยงต่อการเกิดโรค เช่น บุหรี่ แอลกอฮอล์ สารเสพติดให้โทษ พฤติกรรมการมีเพศสัมพันธ์ที่ขาดความรับผิดชอบ พฤติกรรมเสี่ยงดังกล่าวจัดเป็นปัจจัยเสี่ยงด้านพฤติกรรมที่สำคัญซึ่งสัมพันธ์กับภาวะสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ก่อให้เกิดโรคเรื้อรังหลายประการ เวชศาสตร์วิถีชีวิตจะช่วยสนับสนุนให้เกิดการ งด ลด ละ เลิกและหลีกเลี่ยง การรับสารที่ก่อให้เกิดโทษต่อร่างกายและจิตใจ
- การมีปฏิสัมพันธ์เชิงบวกในสังคมและในครอบครัว เป็นการมีความผูกพันใกล้ชิดกับผู้อื่น รู้สึกเป็นที่รัก ห่วงใย เห็นคุณค่าและได้รับการชื่นชมจากผู้อื่น และมีการสนับสนุนทางอารมณ์เมื่อรู้สึกแย่ โดยแพทย์เวชศาสตร์วิถีชีวิต จะประเมินสภาวะการแยกตัวออกจากสังคม หาสาเหตุ และให้คำแนะนำความสำคัญของการมีปฏิสัมพันธ์ในสังคมต่อภาวะสุขภาพของผู้ป่วย
อาการและสัญญาณเตือนต่อการเกิดมะเร็ง
มะเร็งระยะมักไม่มีสัญญาณเตือนที่ชัดเจน มักพบได้โดยจากการตรวจสุขภาพทั่วไป มะเร็งบางชนิดอาจแสดงอาการบางอย่างแตกต่างกัน หรืออาจไม่แสดงอาการความผิดปกติใด ๆ ของร่างกายในระยะแรกเริ่ม โดยขึ้นอยู่กับชนิดและตำแหน่งของก้อนมะเร็ง โดยสัญญาณและอาการของโรคมะเร็งที่ควรพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัย ได้แก่
- มีไข้เรื้อรัง
- อ่อนเพลียโดยไม่ทราบสาเหตุ
- น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
- ไอเรื้อรัง มีเสมหะปนเลือด เสียงแหบแห้ง
- ภาวะกลืนอาหารลำบาก รู้สึกเสียดท้องบ่อย
- ไฝ หูด หรือปานบนร่างกายขยายขนาดใหญ่ขึ้น คัน เปลี่ยนสี หรือมีเลือดออก
- มีตกขาวผิดปกติ หรือเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด
- การขับถ่ายอุจจาระหรือปัสสาวะผิดปกติ เช่น ปัสสาวะลำบาก ปัสสาวะปนเลือด ถ่ายอุจจาระลำเล็กลง อุจจาระลำบาก อุจจาระเป็นสีดำหรือมีเลือดปน ปวดหน่วงทวารหนักเวลาขับถ่าย
- ตรวจพบก้อนตามตัวหรือก้อนที่ผิวหนัง เช่น คลำได้ก้อนที่คอ เต้านม หรือตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย
โดยทั่วไปมะเร็งในระยะเริ่มแรกมักไม่แสดงอาการเจ็บปวดอย่างเด่นชัด หากมีอาการผิดปกติเหล่านี้ควรรีบมาพบแพทย์ เพื่อเข้ารับตรวจเพิ่มเติมและวินิจฉัยโรคโดยเร็ว นอกจากนี้ผู้ป่วยมะเร็งบางรายโดยเฉพาะในระยะเริ่มต้นอาจยังไม่แสดงอาการผิดปกติ ดังนั้นแนะนำให้ตรวจสุขภาพประจำปีและเข้ารับการคัดกรองมะเร็งตามอายุและความเสี่ยงตามคำแนะนำของแพทย์
การดูแลรักษาโรคมะเร็ง
การรักษามะเร็งสามารถกระทำได้หลายวิธี ขึ้นอยู่กับตำแหน่ง ประเภท ระยะของการดำเนินโรค และความต้องการเฉพาะบุคคล ดังนี้
- การผ่าตัด (Surgery) การผ่าตัดเป็นทางเลือกหลักสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งในระยะแรกเริ่ม โดยสามารถรักษาให้หายขาดได้ ในบางกรณี อาจใช้การฉายแสงหรือใช้เคมีบำบัดควบคู่ เพื่อลดขนาดเซลล์มะเร็งก่อนการผ่าตัด
- การบำบัดด้วยรังสี (Radiotherapy) การใช้รังสีพลังงานสูงฉายตรงไปที่ตำแหน่งของเซลล์มะเร็ง เพื่อลดขนาดเนื้องอกผ่านการฆ่าเซลล์มะเร็ง วิธีนี้มักใช้ร่วมกับเคมีบำบัดในช่วงการผ่าตัด การรักษาด้วยรังสีอาจเป็นทางเลือกหลักในการรักษาสำหรับผู้ป่วยมะเร็งในระยะลุกลาม
- การให้ยาเคมีบำบัด (Chemotherapy) การให้ยาด้วยกลุ่มยาที่ออกฤทธิ์ฆ่าเซลล์มะเร็ง เพื่อยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งผ่านการกินหรือฉีดเข้าเส้นเลือดนอกจากนี้เคมีบำบัดยังสามารถใช้บรรเทาอาการปวดจากก้อนมะเร็ง
- การรักษามะเร็งด้วยยาแบบมุ่งเป้า (Targeted therapy) การรักษาด้วยยาแบบกำหนดเป้าหมายจะเน้นการทำให้เซลล์มะเร็งตาย โดยการหยุดยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์ที่ผิดปกติโดยไม่ส่งผลต่อเซลล์ปกติ โดยแพทย์จะทำการตรวจวิธีการกลายพันธุ์ของยีนก่อน
- การรักษาด้วยภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy) อาศัยหลักการใช้ภูมิคุ้มกันเพื่อจัดการกับเซลล์มะเร็งในร่างกายผ่านการฉีดยาเพื่อเข้าไปขัดขวางกระบวนการผลิตโปรตีนที่เซลล์มะเร็งใช้ในการป้องกันไม่ให้ระบบภูมิคุ้มกันโจมตี
- การปลูกถ่าย Stem cell ในกลุ่มมะเร็งระแบบเลือด (Hematopoietic cancer) เป็นการรักษาโดยการนำเอาเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตของผู้อื่นที่แข็งแรง หรือของตนเองที่เก็บไว้มาใช้ในการรักษาโรคต่าง ๆ จึงมีการใช้ทั้งไขกระดูก เลือด และเลือดจากสายสะดือรกเป็นแหล่งของเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตมาปลูกถ่ายให้ผู้ป่วยเพื่อการรักษาโรค
- การรักษาแบบประคับประคองอาการและการจัดการกับความเจ็บปวด (Palliative care and pain management) เป็นรูปแบบการดูแลประคับประคองให้ผู้ป่วย มีสุขภาพจิตที่แข็งแรงหลังได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งและเข้ารับการรักษา จากงานวิจัยพบว่าผู้ป่วยมะเร็งสามารถมีอายุยืนยาวขึ้นถึง 3 เดือนหากได้รับกำลังใจที่ดีจากคนรอบข้าง
สนับสนุนข้อมูลโดย : นพ. สมชัย ลิมปการณ์ เเพทย์เฉพาะทางด้านอายุรกรรม โรคเลือดและโรคมะเร็ง
ศูนย์อายุรกรรม โรงพยาบาลบางปะกอก 9 อินเตอร์เนชั่นแนล
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 1745 ต่อ ศูนย์อายุรกรรม 10164, 10165